วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ระวัง !!! อาหารทอด - รสเค็มเพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

มหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ศึกษาพบว่า การเลี่ยงรับประทานอาหารทอดและอาหารเค็ม แล้วหันมาบริโภคสลัดผักแทน จะช่วยลดความเสี่ยงอาการหัวใจวายได้ถึง 1 ใน 3
นักวิจัยวิเคราะห์อาหารที่อาสาสมัคร 16,000 คนใน 52 ประเทศรับประทาน จากนั้นจึงจำแนกรูปแบบอาหารออกเป็น 3 ประเภท พบว่า ถ้าเป็นอาหารแนวตะวันตก ซึ่งอุดมไปด้วยไขมัน เกลือ และเนื้อ จะเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหัวใจวายถึงร้อยละ 30 เนื่องจากปริมาณเกลือในอาหารจะไปเพิ่มความดันเลือด

ส่วนไขมันชนิดที่ไม่ดีในอาหารจะไปอุดตันเส้นเลือด ส่งผลให้ผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารตามแบบตะวันตก มีแนวโน้มหัวใจวายได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอาหารที่เน้นผักผลไม้จะลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ราว 1 ใน 3 ส่วนเต้าหู้ ถั่วเหลือง และซอสอื่นๆ จะไม่ส่งผลให้ความเสี่ยงหัวใจวายมีมากขึ้นหรือน้อยลง
นักวิจัยยังเชื่อมโยงโรคหัวใจเข้ากับอาหารที่กิน พบว่า การกินอาหารที่ไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้ แม้ความเค็มของซีอิ๊วจะเป็นบ่อเกิดโรคหัวใจ แต่เนื่องจากอาหารที่เติมซีอิ๊วมักส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้นการทานอาหารควบคู่ซีอิ๊วจึงไม่น่าส่งผลเสียต่อหัวใจเพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ที่นี่คนไหนที่ชอบทานอาหารรสเค็มหรืออาหารทอด ๆ ก็พึงระวังเอาไว้นะคะ ทางที่ดีพยายามค่อย ๆ ลดปริมาณการรับประทานลง หรือค่อย ๆ ปรับรสชาดของอาหารให้เค็มน้อยลงจะดีกว่านะคะ เพื่อสุขภาพของคุณเองค่ะ

ที่มา : ข่าวสด

สาเหตุของการมีพุงแต่ไม่ใช่เพราะไขมัน

ทราบหรือไม่ว่า การมีพุงอาจจะไม่ได้เกิดจากไขมันก็ได้
สาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น

1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าท้องบวมขึ้นผิดปกติหลัง ทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด

2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่าง ๆ
3. กินช้า ๆ แต่บ่อย ๆ
ค่อย ๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ค่อย ๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง ควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า

4.ขจัดสารพิษ
แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน

5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องบวมน้อยลงด้วย

6. ดื่มน้ำให้มาก
อาการบวมน้ำนี้ ควรดื่มน้ำให้ได้อย่าง ต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบ น้ำบ่อย ๆ เรื่อย ๆ เพราะการที่ดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มชาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่รับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีขึ้นด้วย

7. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมัน หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป บวกกับการซิตอัพ คราวนี้รับรองสวยตึงแน่นอน

8. หายใจลึก ๆ
เมื่อหายใจเข้าออกแบบลึก ๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่หายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวด ช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย ก็ได้
ถ้าอยากมีหน้าท้องที่แบนเรียบ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกัน

โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไวรัสตับอักเสบซี

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งตับนั้นส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดก็คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหนึ่งในนั้นก็คือ ไวรัสตับอักเสบซี
ใครบ้างที่มีปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

1. ผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

2. การรับเลือดและส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2532

3. การสักตามผิวหนังแบบไม่สะอาด การเจาะหูแบบไม่สะอาด

4. การฟอกเลือดในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

5. การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ

6. การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสซี (พบได้น้อย)

7. บุตรได้รับจากมารดาโดยตรงจากการตั้งครรภ์(พบได้น้อย)

อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอีก 40% ซึ่งไม่สามารถทราบได้ว่าได้รับเชื้อมาจากสาเหตุใด (SPORADIC CASE) ปัจจุบันพบว่าทั่วโลกมีการติดเชื้อไวรัสซีมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก และในประเทศไทยพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสซี 1-2% ของประชากรไทย

ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบซี

เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแล้วพบว่า 50-90% ของผู้ป่วยจะกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซี เรื้อรัง ซึ่งต่างกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งจะมีโอกาสกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง 5% เมื่อได้รับเชื้อในวัยผู้ใหญ่ และพบว่าผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่มีตับแข็งร่วมด้วย มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดใน 10 ปีเพียง 35% เท่านั้น และไวรัสตับอักเสบซียังเป็นสาเหตุสำคัญของการเป็นมะเร็งตับเมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

จะทราบได้อย่างไรว่าท่านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

1. มีปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้น

2. มีค่าการทำงานของตับผิดปกติจากการตรวจเลือด (ALT, AST)

3. ตรวจพบ Anti HCV positive

4. ตรวจนับจำนวนไวรัสในเลือด HCV viral load

และที่สำคัญผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี มักไม่มีอาการอะไรเลย อาจมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย ถ้ามีอาการรุนแรงมักจะเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ทำอย่างไรเมื่อทราบว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ให้รีบปรึกษาอายุรกรรมระบบทางเดินอาหารทันทีเพื่อวางแนวทางการรักษา ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซีมีโอกาสหายขาดจากโรคได้ถึง 85% เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หาย

มีวิธีเดียวเท่านั้นคือได้รับการฉีดยา PEGYLATED INTERFERON ร่วมกับรับประทานยา RIBAVIRIN เป็นเวลา 24 – 48 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสหายขาดจากโรคได้สูงถึง 85%

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีมีหรือไม่

ไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบัน การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจึงสำคัญที่สุด

การปฏิบัติตัวของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซี

1. งดเหล้าเด็ดขาด เพราะเหล้าจะทำให้ผู้ป่วยเป็นตับแข็งได้เร็วมากขึ้นหลายเท่า

2. งดหรือหลีกเลี่ยงการทานยาสมุนไพรทุกชนิด เพราะยาสมุนไพรจะทำให้ตับอักเสบมากขึ้น

3. พักผ่อนให้เพียงพอ

4. ออกกำลังกายได้ตามสมควร

5. อย่าปล่อยให้น้ำหนักมาก เพราะความอ้วนจะทำให้ตับอักเสบ ทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีรุนแรงขึ้น

6. ทานอาหารร่วมกับคนอื่นได้ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ติดทางการรับประทานอาหารร่วมกัน

7. พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง

8. หลีกเลี่ยงการทานยาโดยไม่จำเป็น

9. มีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ

10. หมั่นตรวจสุขภาพเสมอเพื่อเฝ้าระวังตับแข็ง และมะเร็งตับ

แล้วคุณละมีอาการแบบนี้หรือไม่ ยังไงก็ควรปรึกษาแพทย์นะครับ ใส่ใจสุขภาพกันก่อนเถอะ ก่อนที่จะไม่มีสุขภาพให้ดูแลกันนะครับท่าน

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วิธีการทำร้ายกระดูกสันหลัง จากเดลินิวส์ออนไลน์

กระดูกสันหลัง มีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ จึงนำวิธีการที่ทำร้ายกระดูกสันหลังมาบอกกัน...

1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้

3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัว

5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

6. การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง

7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่า ๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อย ๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

10. การนอนขดตัว/นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

ที่มา : เดลินิวส์