วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งา . . . จิ๋วแต่แจ๋ว

ผู้คนในแถบเอเชียรู้จักใช้ประโยชน์จากธัญพืชเมล็ดเล็กๆ อย่างงามานานตั้งแต่โบราณกาล ชาวไอยคุปต์ใช้เมล็ดงาป่นแทนแป้งธัญพืช ชาวจีนก็รู้จักงามากว่า 5,000 ปี โดยนำเมล็ดงาไปเผาเพื่อใช้ทำแท่งหมีกจีนที่คุณภาพดี ส่วนชาวโรมันผสมเมล็ดงาบดกับขนมปังเป็นอาหารแสนอร่อย ไทยเราเองก็มีขนมที่ทำจากงาหลายอย่าง เช่น ขนมงาตัด ชาวอินเดียนิยมใช้น้ำมันงาทาหน้าท้องเมื่อปวดประจำเดือน ส่วนชาวธิเบตใช้หยดจมูกข้างละ 1 หยดเพื่อช่วยให้นอนหลับและลดความกระวนกระวาย

เห็นไหมว่าถึงจะเม็ดเล็กแต่สรรพคุณไม่ได้จิ๋วตามขนาด ในเมล็ดเล็กๆ นี้อัดแน่นไปด้วยสารอาหารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือน้ำมัน มีอยู่ประมาณ 44-62% เป็นไขมันที่มีคุณภาพดี เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และไม่เกิดการเหม็นหืนง่าย เนื่องจากมีสารกันหืนตามธรรมชาติ และยังช่วยลดคอเรตเตอรอลในเลือดได้ด้วย


ในเมล็ดงาอุดมไปด้วยวิตามินบีทุกชนิด ยกเว้นวิตามินบี 12 จึงช่วยในการบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่จะมีมากถึง 4.1-6.5% ที่สำคัญก็คือ พวกธาตุเหล็ก ไอโอตีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟอรัส ดังนั้นงาจึงเป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญ ที่ช่วยบรรเทาโรคบางชนิดได้ เช่น โรคเหน็บชา โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น


ส่วนโปรตีนก็มีอยู่ไม่น้อยกว่า 20% เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบทุกชนิด โดยเฉพาะเมธิโอนิน ซึ่งมีมากกว่าที่พบในถั่วเหลือง ใครที่รับประทานมังสวิรัติ หรืออาหารเจ ก็ควรบริโภคเมล็ดงาร่วมกับเมล็ดถั่วด้วย จึงจะได้รับสารอะมิโนที่จำเป็นอย่างเพียงพอ


หากใครที่มีอาการที่เกิดจากระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นเหน็บชา ปวดเมื่อยตามตัว แขน ขา เบื่ออาหาร ท้องผูก หรือเมื่อยล้าสายตา ลองหันมารับประทานเงาเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ ประโยชน์จากงา


เพิ่มความชุ่มชิ้นและบำรุงผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระ โดยใช้น้ำมันงาทาผิวเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดและลม ทำให้ผิวนุ่ม และช่วยรักษาแผลเล็กน้อยได้ ใช้ทาผิวหน้าจะทำให้ผิวตึงขึ้น เมื่อทาบริเวณจมูกจะช่วยกระชับรูขุมขน ป้องกันริ้วรอยบนผิวหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์


บำรุงและเคลือบเส้นผม ป้องกันการแก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการงอกของเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขน บนหนังศีรษะ


มีสรรพคุณด้านแบคทีเรีย รา และไวรัส สามารถแก้การอักเสบ สำหรับสตรีสามารถใช้น้ำมันงาผสมน้ำ ชำระจุดสงวนจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน


มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเมื่อซึมซับลงไปใต้ผิวหนังแล้วจะทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น น้ำมันงาช่วยควรคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ให้เป็นปกติ จึงมีสรรพคุณต้านการเกิดมะเร็งด้วย


ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิด มีผลการวิจัยว่า สามารถทำให้หลอดเลือดแดงดีขึ้น ลดการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด โดยน้ำมันงาจะช่วยจับสารพิษในกระแสเลือด และนำไปสู่การขจัดออกจากร่างกายต่อไป


"งามีแคลเซียมมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 40 เท่า และมีฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักอื่นๆ 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมากๆ ในการเสริมสร้างกระดูก" Tips


ใช้น้ำมันงาดิบนวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก ทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์ เนื่องจากน้ำมันงาดิบสามารถซึมผ่านผิวได้ทุกชั้น


สำหรับผู้ที่เป็นไซนัส ใช้มันงาดิบหยอดจมูก 1-2 หยด จะได้ผลดี



ขอขอบคุณข้อมูลจาก






สมุนไพรไทย
ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย
เสริมหน้าอก

10 วิธีลดเสี่ยง ห่างภัยมะเร็งร้าย

มะเร็งเป็นโรคที่เกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าเด็ก คนแก่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะร่ำรวยหรือยากจน มะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้คนทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา แต่ข่าวดีก็ยังมีอยู่ นั่นคือองค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรคมะเร็งได้รับการพัฒนาไปมากพอจนเราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็งได้ ในงานเปิดตัว บัตร Healthy Living Club บัตรรักษาสุขภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องสุขภาพหลายอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ เรื่องโรคมะเร็ง พร้อมคำแนะนำ 10 ประการ ที่ปฏิบัติได้เพื่อชีวิตห่างไกลโรคมะเร็ง

1. ลด หรือเลิกบุหรี่
การเลิกสูบบุหรี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญที่สุดที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ เลิกบุหรี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขอคำปรึกษาถึงวิธีการเลิกแบบต่างๆ จากแพทย์ได้ ทั้งการรักษาด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

2. กินอาหารที่มีประโยชน์
ตอนเด็กๆ หลายคนอาจเซ็งที่ถูกบังคับให้กินผัก แต่เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าผักเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง ผักจำพวกบร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และกะหล่ำขาว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับอาหารต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ผลเบอร์รี่ ถั่วแดง และชาเขียว ก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับไวน์แดง ช็อกโกแลต และถั่วพีแกน สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยร่างกายต่อต้านปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรกินแต่พอประมาณ

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายนานครั้งละ 30 นาที 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกายในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบ นักกีฬา แต่การเล่นโยคะ เดิน หรือเต้นแอโรบิกก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยไม่ให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด

4. ตรวจสุขภาพประจำปี
มีหลักฐานยืนยันว่าการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจพบมะเร็งแต่เนิ่นๆ ทำให้โอกาสที่จะรักษาจนหายมีมากขึ้นเท่านั้น และยังช่วยให้การรักษาฟื้นฟูทำได้เร็วขึ้นโดยมีผลข้างเคียงลดลง ดังนั้น ควรตรวจร่างกายสม่ำเสมอและขอคำแนะนำจากแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับวัย เช่น ผู้หญิงในวัย 40 ปีขึ้นไปควรทำแมมโมแกรมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม หรือชายในวัย 40 ปีขึ้นไปควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยที่มะเร็งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก

5. ดื่มแต่พอดี
การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ แม้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน)

6. สืบสาวเรื่องราวครอบครัว
มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ หรือพูดง่ายๆ มะเร็งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้นการได้ทราบว่าคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็งชนิดใดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะให้คำแนะนำและดูแลได้เหมาะสม

7. หลีกเลี่ยงแสงแดด
รังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) ในแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนังซึ่งส่วนมากสามารถป้องกันได้ง่ายๆ 2 วิธีคือ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้มสูงสุด

8. มีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย
เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็น สาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่าประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจาก Human Papillomavirus (HPV) ที่สำคัญ เชื้อ HPV นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ทวารหนัก และอวัยวะเพศอีกด้วย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ได้ในระดับหนึ่ง โดยต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

9. นอนหลับให้สนิท
จากการศึกษาพบว่า การนอนหลับสนิทจะมีผลไม่ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากสารเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สมองผลิตในระหว่างการนอนหลับมีคุณสมบัติต่อสู้กับมะเร็ง แต่เมลาโทนินจะช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อการนอนนั้นเป็นการ นอนหลับสนิทต่อเนื่องในห้องมืดเท่านั้น

10. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารเคมีอันตราย
สารจำพวกยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด น้ำมันเบนซินนั้น เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็ง แม้การควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้ในบ้านหรือที่ทำงานย่อมเป็นการลดโอกาสในการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกันไฟ หรือ PBDE ซึ่งมักจะใช้กับผ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด
http://www.matichon.co.th/


เสริมหน้าอก
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย