วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ข้าวงอก ทำกันง่ายๆ พร้อมประโยชน์มากมาย

ประโยชน์ของข้าวงอก

พลังชีวิตในข้าวงอก คือ สารกาบ้า (Gamma - Aminobutyric Acia หรือ GABA) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในกระบวนการฟื้นชีวิตของเมล็ดข้าว ทั้งนี้ สารกาบ้ามีอยู่ในเมล็ดข้าวและจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อเป็นข้าวงอก อายุ 1 - 2 วัน เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 สารกาบ้าจะลดลงเรื่อยๆ "สารกาบ้า" เป็นกรดอะมิโน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้ง ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งผลิตฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโตและเกิดสารป้องกันไขมัน ชื่อ "Lipotropic" สารกาบ้ายังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสม่ำเสมอ ชะลอความชรา ความคุมระดับน้ำตาลและพลาสมาคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือก รวมทั้งขับเอ็นไซม์ เพื่อขจัดสารพิษออกจากร่ายการ แถมยังช่วยกระตุ้นการขับน้ำดีสู่ลำไส้ เพื่อย่อยสลายไขมัน ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และช่วยขับสารแห่งความสุข ส่วนในวงการแพทย์มีการใช้ "สารกาบ้า" รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก



เรียนรู้วิธีการง่ายๆ ในการทำ "ข้าวงอก" ทานด้วยตัวเอง

เผยประโยชน์ต่อร่ายกายครบครัน ช่วยชะลอความแก่ นอนหลับสบาย ควบคุมน้ำตาลและคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยขับสารแห่งความสุข แถมยังป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย กระแสการรับประทาน "ข้าวงอก" ได้หวนกลับมาอีกครั้ง จึงมีโอกาสได้ทดลองทำข้าวงอกทานเองอีกหน เพื่อนำประสบการณ์และวิธีการทำข้าวงอก ซึ่งเรียนรู้มาจากมูลนิธิขวัญข้าวและโรงเรียนชาวนาแห่งสุพรรณบุรี มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่านต่อไป นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิขวัญข้าว ให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวงอกว่า การรับประทานข้าวงอกเกิดขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อนานมาแล้ว แต่ได้รับความนิยมมากที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวแดนอาทิตย์อุทัยเชื่อว่า "ข้าวงอกให้พลังแห่งชีวิต" วิธีการทำ "ข้าวงอก" สามารถทำได้ด้วยตนเองอย่างไม่ลำบาก และไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อแพงๆ มารับประทาน เริ่มจากการเลือก "ข้าวกล้อง" เป็นอันดับแรก โดยต้องเน้นเลือกข้าวกล้องที่สดใหม่และเมล็ดสมบูรณ์มาเพาะ เนื่องจากจะสามารถงอกได้ดี โดยเมล็ดข้าวกล้องต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะมี "จมูกข้าว" และ "เปลือกหุ้มเมล็ด" อยู่ ทำให้มีพลังชีวิตค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ข้าวกล้องต้องไม่บรรจุในถุงสุญญากาศ ไม่มีแมลงรบกวน และถ้าเป็น "ข้าวกล้อง อินทรีย์" ได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก จากนั้น นำข้าวกล้องไปซาวน้ำ และแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง ต่อมาก็เทข้าวที่อุ้มน้ำใส่ผ้าสะอาดและมีความหนานุ่ม โดยอาจเลือกใช้เสื้อยืดเก่าหรือผ้าขนหนูเก่าก็ได้ แล้วใช้ผ้าห่อคลุมให้มิดชิด แต่พอมีอากาศให้เมล็ดข้างหายใจ พรมน้ำแค่พอชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ถ้าเตรียมแช่ข้าวไว้เย็นวันศุกร์ นำมาบ่มในผ้าเช้าวันเสาร์ พอถึงเช้าวันอาทิตย์ก็สามารถหุงข้าวรับประทานได้ เพราะแค่เพียงข้ามคืน เราจะสามารถสังเกตเห็นจมูกข้าวสีขาว โผล่ขึ้นมาชัดเจน เมล็ดข้าวที่ถูกบ่มแล้วสามารถนำไปหุงให้สุกได้เลย แต่มีเคล็บลับในการหุง คือ ต้องใส่น้ำน้อยกว่าการหุงตามปกติเกือบครึ่งหนึ่ง ข้าวงอกที่หุงสุกจะมีกลิ่นหอมแปลกจากข้าวธรรมดา เมล็ดข้าวจะไม่จับเป็นก้อน กินหอมนุ่มอร่อยลิ้น หากค่อยๆ เคี้ยวจะสามารถรับรสนุ่มหวานที่แปลกไปจากเดิม


ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 08:16:00 น.

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งา . . . จิ๋วแต่แจ๋ว

ผู้คนในแถบเอเชียรู้จักใช้ประโยชน์จากธัญพืชเมล็ดเล็กๆ อย่างงามานานตั้งแต่โบราณกาล ชาวไอยคุปต์ใช้เมล็ดงาป่นแทนแป้งธัญพืช ชาวจีนก็รู้จักงามากว่า 5,000 ปี โดยนำเมล็ดงาไปเผาเพื่อใช้ทำแท่งหมีกจีนที่คุณภาพดี ส่วนชาวโรมันผสมเมล็ดงาบดกับขนมปังเป็นอาหารแสนอร่อย ไทยเราเองก็มีขนมที่ทำจากงาหลายอย่าง เช่น ขนมงาตัด ชาวอินเดียนิยมใช้น้ำมันงาทาหน้าท้องเมื่อปวดประจำเดือน ส่วนชาวธิเบตใช้หยดจมูกข้างละ 1 หยดเพื่อช่วยให้นอนหลับและลดความกระวนกระวาย

เห็นไหมว่าถึงจะเม็ดเล็กแต่สรรพคุณไม่ได้จิ๋วตามขนาด ในเมล็ดเล็กๆ นี้อัดแน่นไปด้วยสารอาหารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือน้ำมัน มีอยู่ประมาณ 44-62% เป็นไขมันที่มีคุณภาพดี เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และไม่เกิดการเหม็นหืนง่าย เนื่องจากมีสารกันหืนตามธรรมชาติ และยังช่วยลดคอเรตเตอรอลในเลือดได้ด้วย


ในเมล็ดงาอุดมไปด้วยวิตามินบีทุกชนิด ยกเว้นวิตามินบี 12 จึงช่วยในการบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่จะมีมากถึง 4.1-6.5% ที่สำคัญก็คือ พวกธาตุเหล็ก ไอโอตีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟอรัส ดังนั้นงาจึงเป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญ ที่ช่วยบรรเทาโรคบางชนิดได้ เช่น โรคเหน็บชา โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น


ส่วนโปรตีนก็มีอยู่ไม่น้อยกว่า 20% เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบทุกชนิด โดยเฉพาะเมธิโอนิน ซึ่งมีมากกว่าที่พบในถั่วเหลือง ใครที่รับประทานมังสวิรัติ หรืออาหารเจ ก็ควรบริโภคเมล็ดงาร่วมกับเมล็ดถั่วด้วย จึงจะได้รับสารอะมิโนที่จำเป็นอย่างเพียงพอ


หากใครที่มีอาการที่เกิดจากระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นเหน็บชา ปวดเมื่อยตามตัว แขน ขา เบื่ออาหาร ท้องผูก หรือเมื่อยล้าสายตา ลองหันมารับประทานเงาเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ ประโยชน์จากงา


เพิ่มความชุ่มชิ้นและบำรุงผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระ โดยใช้น้ำมันงาทาผิวเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดและลม ทำให้ผิวนุ่ม และช่วยรักษาแผลเล็กน้อยได้ ใช้ทาผิวหน้าจะทำให้ผิวตึงขึ้น เมื่อทาบริเวณจมูกจะช่วยกระชับรูขุมขน ป้องกันริ้วรอยบนผิวหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์


บำรุงและเคลือบเส้นผม ป้องกันการแก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการงอกของเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขน บนหนังศีรษะ


มีสรรพคุณด้านแบคทีเรีย รา และไวรัส สามารถแก้การอักเสบ สำหรับสตรีสามารถใช้น้ำมันงาผสมน้ำ ชำระจุดสงวนจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน


มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเมื่อซึมซับลงไปใต้ผิวหนังแล้วจะทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น น้ำมันงาช่วยควรคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ให้เป็นปกติ จึงมีสรรพคุณต้านการเกิดมะเร็งด้วย


ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิด มีผลการวิจัยว่า สามารถทำให้หลอดเลือดแดงดีขึ้น ลดการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด โดยน้ำมันงาจะช่วยจับสารพิษในกระแสเลือด และนำไปสู่การขจัดออกจากร่างกายต่อไป


"งามีแคลเซียมมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 40 เท่า และมีฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักอื่นๆ 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมากๆ ในการเสริมสร้างกระดูก" Tips


ใช้น้ำมันงาดิบนวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก ทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์ เนื่องจากน้ำมันงาดิบสามารถซึมผ่านผิวได้ทุกชั้น


สำหรับผู้ที่เป็นไซนัส ใช้มันงาดิบหยอดจมูก 1-2 หยด จะได้ผลดี



ขอขอบคุณข้อมูลจาก






สมุนไพรไทย
ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย
เสริมหน้าอก

10 วิธีลดเสี่ยง ห่างภัยมะเร็งร้าย

มะเร็งเป็นโรคที่เกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าเด็ก คนแก่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะร่ำรวยหรือยากจน มะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้คนทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา แต่ข่าวดีก็ยังมีอยู่ นั่นคือองค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรคมะเร็งได้รับการพัฒนาไปมากพอจนเราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองจากโรคมะเร็งได้ ในงานเปิดตัว บัตร Healthy Living Club บัตรรักษาสุขภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องสุขภาพหลายอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ เรื่องโรคมะเร็ง พร้อมคำแนะนำ 10 ประการ ที่ปฏิบัติได้เพื่อชีวิตห่างไกลโรคมะเร็ง

1. ลด หรือเลิกบุหรี่
การเลิกสูบบุหรี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญที่สุดที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ เลิกบุหรี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขอคำปรึกษาถึงวิธีการเลิกแบบต่างๆ จากแพทย์ได้ ทั้งการรักษาด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

2. กินอาหารที่มีประโยชน์
ตอนเด็กๆ หลายคนอาจเซ็งที่ถูกบังคับให้กินผัก แต่เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าผักเป็นประโยชน์มากต่อตัวเราเอง ผักจำพวกบร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และกะหล่ำขาว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับอาหารต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ผลเบอร์รี่ ถั่วแดง และชาเขียว ก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับไวน์แดง ช็อกโกแลต และถั่วพีแกน สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยร่างกายต่อต้านปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรกินแต่พอประมาณ

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายนานครั้งละ 30 นาที 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกายในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบ นักกีฬา แต่การเล่นโยคะ เดิน หรือเต้นแอโรบิกก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยไม่ให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด

4. ตรวจสุขภาพประจำปี
มีหลักฐานยืนยันว่าการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจพบมะเร็งแต่เนิ่นๆ ทำให้โอกาสที่จะรักษาจนหายมีมากขึ้นเท่านั้น และยังช่วยให้การรักษาฟื้นฟูทำได้เร็วขึ้นโดยมีผลข้างเคียงลดลง ดังนั้น ควรตรวจร่างกายสม่ำเสมอและขอคำแนะนำจากแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับวัย เช่น ผู้หญิงในวัย 40 ปีขึ้นไปควรทำแมมโมแกรมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม หรือชายในวัย 40 ปีขึ้นไปควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยที่มะเร็งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก

5. ดื่มแต่พอดี
การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ แม้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน)

6. สืบสาวเรื่องราวครอบครัว
มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ หรือพูดง่ายๆ มะเร็งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้นการได้ทราบว่าคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็งชนิดใดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะให้คำแนะนำและดูแลได้เหมาะสม

7. หลีกเลี่ยงแสงแดด
รังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) ในแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนังซึ่งส่วนมากสามารถป้องกันได้ง่ายๆ 2 วิธีคือ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้มสูงสุด

8. มีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย
เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็น สาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่าประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจาก Human Papillomavirus (HPV) ที่สำคัญ เชื้อ HPV นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ทวารหนัก และอวัยวะเพศอีกด้วย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ได้ในระดับหนึ่ง โดยต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

9. นอนหลับให้สนิท
จากการศึกษาพบว่า การนอนหลับสนิทจะมีผลไม่ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากสารเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สมองผลิตในระหว่างการนอนหลับมีคุณสมบัติต่อสู้กับมะเร็ง แต่เมลาโทนินจะช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อการนอนนั้นเป็นการ นอนหลับสนิทต่อเนื่องในห้องมืดเท่านั้น

10. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารเคมีอันตราย
สารจำพวกยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด น้ำมันเบนซินนั้น เต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็ง แม้การควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้ในบ้านหรือที่ทำงานย่อมเป็นการลดโอกาสในการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกันไฟ หรือ PBDE ซึ่งมักจะใช้กับผ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด
http://www.matichon.co.th/


เสริมหน้าอก
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ระวัง !!! อาหารทอด - รสเค็มเพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

มหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ศึกษาพบว่า การเลี่ยงรับประทานอาหารทอดและอาหารเค็ม แล้วหันมาบริโภคสลัดผักแทน จะช่วยลดความเสี่ยงอาการหัวใจวายได้ถึง 1 ใน 3
นักวิจัยวิเคราะห์อาหารที่อาสาสมัคร 16,000 คนใน 52 ประเทศรับประทาน จากนั้นจึงจำแนกรูปแบบอาหารออกเป็น 3 ประเภท พบว่า ถ้าเป็นอาหารแนวตะวันตก ซึ่งอุดมไปด้วยไขมัน เกลือ และเนื้อ จะเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหัวใจวายถึงร้อยละ 30 เนื่องจากปริมาณเกลือในอาหารจะไปเพิ่มความดันเลือด

ส่วนไขมันชนิดที่ไม่ดีในอาหารจะไปอุดตันเส้นเลือด ส่งผลให้ผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารตามแบบตะวันตก มีแนวโน้มหัวใจวายได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอาหารที่เน้นผักผลไม้จะลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ราว 1 ใน 3 ส่วนเต้าหู้ ถั่วเหลือง และซอสอื่นๆ จะไม่ส่งผลให้ความเสี่ยงหัวใจวายมีมากขึ้นหรือน้อยลง
นักวิจัยยังเชื่อมโยงโรคหัวใจเข้ากับอาหารที่กิน พบว่า การกินอาหารที่ไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้ แม้ความเค็มของซีอิ๊วจะเป็นบ่อเกิดโรคหัวใจ แต่เนื่องจากอาหารที่เติมซีอิ๊วมักส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้นการทานอาหารควบคู่ซีอิ๊วจึงไม่น่าส่งผลเสียต่อหัวใจเพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ที่นี่คนไหนที่ชอบทานอาหารรสเค็มหรืออาหารทอด ๆ ก็พึงระวังเอาไว้นะคะ ทางที่ดีพยายามค่อย ๆ ลดปริมาณการรับประทานลง หรือค่อย ๆ ปรับรสชาดของอาหารให้เค็มน้อยลงจะดีกว่านะคะ เพื่อสุขภาพของคุณเองค่ะ

ที่มา : ข่าวสด

สาเหตุของการมีพุงแต่ไม่ใช่เพราะไขมัน

ทราบหรือไม่ว่า การมีพุงอาจจะไม่ได้เกิดจากไขมันก็ได้
สาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น

1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าท้องบวมขึ้นผิดปกติหลัง ทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด

2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่าง ๆ
3. กินช้า ๆ แต่บ่อย ๆ
ค่อย ๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ค่อย ๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง ควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า

4.ขจัดสารพิษ
แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน

5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องบวมน้อยลงด้วย

6. ดื่มน้ำให้มาก
อาการบวมน้ำนี้ ควรดื่มน้ำให้ได้อย่าง ต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบ น้ำบ่อย ๆ เรื่อย ๆ เพราะการที่ดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มชาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่รับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีขึ้นด้วย

7. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมัน หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป บวกกับการซิตอัพ คราวนี้รับรองสวยตึงแน่นอน

8. หายใจลึก ๆ
เมื่อหายใจเข้าออกแบบลึก ๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่หายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวด ช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย ก็ได้
ถ้าอยากมีหน้าท้องที่แบนเรียบ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกัน

โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไวรัสตับอักเสบซี

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งตับนั้นส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดก็คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหนึ่งในนั้นก็คือ ไวรัสตับอักเสบซี
ใครบ้างที่มีปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

1. ผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

2. การรับเลือดและส่วนประกอบของเลือดก่อนปี 2532

3. การสักตามผิวหนังแบบไม่สะอาด การเจาะหูแบบไม่สะอาด

4. การฟอกเลือดในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

5. การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ

6. การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสซี (พบได้น้อย)

7. บุตรได้รับจากมารดาโดยตรงจากการตั้งครรภ์(พบได้น้อย)

อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอีก 40% ซึ่งไม่สามารถทราบได้ว่าได้รับเชื้อมาจากสาเหตุใด (SPORADIC CASE) ปัจจุบันพบว่าทั่วโลกมีการติดเชื้อไวรัสซีมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก และในประเทศไทยพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสซี 1-2% ของประชากรไทย

ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบซี

เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแล้วพบว่า 50-90% ของผู้ป่วยจะกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซี เรื้อรัง ซึ่งต่างกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งจะมีโอกาสกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง 5% เมื่อได้รับเชื้อในวัยผู้ใหญ่ และพบว่าผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่มีตับแข็งร่วมด้วย มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดใน 10 ปีเพียง 35% เท่านั้น และไวรัสตับอักเสบซียังเป็นสาเหตุสำคัญของการเป็นมะเร็งตับเมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

จะทราบได้อย่างไรว่าท่านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

1. มีปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้น

2. มีค่าการทำงานของตับผิดปกติจากการตรวจเลือด (ALT, AST)

3. ตรวจพบ Anti HCV positive

4. ตรวจนับจำนวนไวรัสในเลือด HCV viral load

และที่สำคัญผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี มักไม่มีอาการอะไรเลย อาจมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย ถ้ามีอาการรุนแรงมักจะเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ทำอย่างไรเมื่อทราบว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ให้รีบปรึกษาอายุรกรรมระบบทางเดินอาหารทันทีเพื่อวางแนวทางการรักษา ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซีมีโอกาสหายขาดจากโรคได้ถึง 85% เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หาย

มีวิธีเดียวเท่านั้นคือได้รับการฉีดยา PEGYLATED INTERFERON ร่วมกับรับประทานยา RIBAVIRIN เป็นเวลา 24 – 48 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสหายขาดจากโรคได้สูงถึง 85%

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีมีหรือไม่

ไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบัน การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจึงสำคัญที่สุด

การปฏิบัติตัวของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซี

1. งดเหล้าเด็ดขาด เพราะเหล้าจะทำให้ผู้ป่วยเป็นตับแข็งได้เร็วมากขึ้นหลายเท่า

2. งดหรือหลีกเลี่ยงการทานยาสมุนไพรทุกชนิด เพราะยาสมุนไพรจะทำให้ตับอักเสบมากขึ้น

3. พักผ่อนให้เพียงพอ

4. ออกกำลังกายได้ตามสมควร

5. อย่าปล่อยให้น้ำหนักมาก เพราะความอ้วนจะทำให้ตับอักเสบ ทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีรุนแรงขึ้น

6. ทานอาหารร่วมกับคนอื่นได้ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ติดทางการรับประทานอาหารร่วมกัน

7. พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง

8. หลีกเลี่ยงการทานยาโดยไม่จำเป็น

9. มีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ

10. หมั่นตรวจสุขภาพเสมอเพื่อเฝ้าระวังตับแข็ง และมะเร็งตับ

แล้วคุณละมีอาการแบบนี้หรือไม่ ยังไงก็ควรปรึกษาแพทย์นะครับ ใส่ใจสุขภาพกันก่อนเถอะ ก่อนที่จะไม่มีสุขภาพให้ดูแลกันนะครับท่าน

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วิธีการทำร้ายกระดูกสันหลัง จากเดลินิวส์ออนไลน์

กระดูกสันหลัง มีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ จึงนำวิธีการที่ทำร้ายกระดูกสันหลังมาบอกกัน...

1. การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้

3. การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัว

5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

6. การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง

7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

8. การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่า ๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

9. การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อย ๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

10. การนอนขดตัว/นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

ที่มา : เดลินิวส์